Categories

หลังจากรู้จักพี่บุ๋มมาพอสมควร วันนี้พี่กล้าจะพาน้องๆมาพูดคุยต่อ คราวนี้พี่กล้าจะพยายามขุดคุ้ยเจาะลึก ว่าพี่เค้าจะมีกลยุทธ์หรือเทคนิคอะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จ   อันนี้พี่กล้าจัดให้ เพื่อเป็นของฝากน้องๆชาว Unigang โดยเฉพาะ

Q: อยากให้พี่บุ๋มบอกเคล็ดลับในการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง

A:  เรียนภาษาอังกฤษนี่ พี่ว่ามันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์นะ น้องๆต้องมีใจรักก่อน คืออยากจะเรียน ต่อไปก็ต้องมีความอดทนคนต่อจิ๊กซอว์เนี่ย พี่นับถือนะ นั่งควานหาแต่ละชิ้น โดยเฉพาะช่วงแรก หินสุดๆ ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน เรียนช่วงแรกยากสุด เรียน a, an, the แล้วไปเจอ tense เจอ passive voice โอ้ย ต่อกันไม่ถูก

Q:  แล้วต้องทำยังไงครับ

A:  ก็ต้องอดทน จำไว้ ต้องอดทน อ้อ เรียนอังกฤษก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์อีกอย่าง คือมันจะค่อยๆเรียนรู้ได้ทีละนิด เหมือนต่อจิ๊กซอว์ได้ทีละชิ้น เราไม่มีทางต่อจิ๊กซอว์ได้ทีละเป็นกำ ต้องค่อยๆต่อ แต่ข้อสำคัญคือ อย่าหยุดต้องต่อจิ๊กซอว์ภาษาอังกฤษของเราทุกวัน สุดท้ายเราจะได้ภาพจิ๊กซอว์ที่ใหญ่และสวยงาม

Q:  พี่บุ๋มว่าต้องมีใจรัก ทำยังไงถึงจะมีใจรักได้ เพราะบางคนก็อาจจะชอบศิลปะ ชอบกีฬา หรืออะไรแนวๆเนี้ย เอาเป็นว่าที่มันคนละแนวกับภาษาอังกฤษอะครับ

A:  อันนี้กำลังจะพูดอยู่ ถามได้ตรงคำตอบเลยนะเนี่ย คำว่า ใจรัก เนี่ยนะ บางทีเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อน ระหว่างเราเก่งอังกฤษแล้วได้คะแนนดี ก็เลยชอบ หรือชอบก่อนแล้วเลยทุ่มเท แล้วเลยได้คะแนนดี

Q:  แล้วถ้าเด็กบอกไม่รัก จะทำยังไง

A:  เราก็อกหักสิ ล้อเล่นๆ ต้องแก้ด้วยการไม่ใช้อารมณ์ค่ะ ต้องคิดด้วยเหตุผล ว่าเราจำเป็นต้องเรียนอังกฤษให้ดีมั้ย เช่น เราอยากเรียนหมอ ต้องสอบภาษาอังกฤษมั้ย เราอยากเรียนนิติ หรืออยากเรียนศิลปกรรม ต้องใช้คะแนนอังกฤษมั้ย ถ้าต้อง ก็แสดงว่า คะแนนภาษาอังกฤษจะเป็นตัวพาเราไปสู่ความฝัน ถ้าอยากเป็นนักล่าฝัน ก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษให้ดี นี่พูดอย่างกะจะไปสมัคร AF พูดถึง AF แล้วขอเมาท์นิดนึง เวลาดู AF เนี่ย ให้ดูความอุตสาหะ ความทุ่มเท ความตั้งใจ ของเหล่านักล่าฝันมาเป็นแบบอย่าง เราไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย กลับมาที่เดิมของเราดีกว่า ถ้าเราสามารถหาเหตุผลดีๆบอกตัวเองได้ว่า เราต้องเรียนอังกฤษให้ดี เราก็ควรจะลุยเลย สุดท้าย ถ้าทำได้ดีหรือดีขึ้น เราก็จะภาคภูมิใจ แล้วความรักวิชาภาษาอังกฤษก็จะเกิดขึ้นเองแหละ

Q:  แล้วความอดทนนี่ล่ะครับ จะสร้างยังไง

A: เราต้องรู้ก่อน ว่าเราอยากได้อะไร อยากเป็นอะไร ไม่ใช่สักแต่ว่า เรียนๆไป ไม่มีเป้าหมาย ทีนี้ ไอ้ความอยากได้เนี่ย มันเป็นกิเลส มันสร้างความรู้สึกได้สองแง่ แง่นึง เราอาจวาดฝันว่า ถ้าเราได้ตามฝัน เราจะมีความสุขขนาดไหน แบบนี้คิดบวก อีกแบบ เราอาจคิดว่า ถ้าเรา fail ทำไม่สำเร็จ เราจะทุกข์ขนาดไหน

Q: แล้วคิดแบบไหนถึงจะดีล่ะครับ

A:  ดีทั้งคู่ มันสร้างแรงบันดาลใจให้เราพยายามทำความฝันของเราให้เป็นจริง บางคนบอกว่า ต้องคิดบวก แต่พี่ว่าจริงๆแล้ว มันไม่จำเป็น แล้วแต่สไตล์ ของใครของมันค่ะ แค่อย่าให้เครียดจนเป็นบ้าไปก็พอ อีกอย่างนึง อยากแนะนำน้องๆให้ aim high ตั้งความหวังให้สูงไว้ ถึงแม้ไม่ได้ตามเป้า แต่เราก็ยังกำไร เช่น ถ้าเราตั้งเป้าไว้ที่10 เราทำได้ 7 หรือ 8 ก็ยังดีกว่า ตั้งไว้ที่ 5 แล้วทำได้แค่ 5 จริงมั้ยคะ

Q:  อืม ... ก็จริงครับ แต่เวลาทำไม่ได้แล้วรู้สึก failเนี่ย มันจะเจ็บนะครับ

A:  คำแนะนำก็คือ ระหว่างทางที่เราพยายามไปให้ถึงความฝันนั้นน่ะ เราได้อะไรเยอะมากโดยไม่รู้ตัว อยากยกตัวอย่าง AF อีกที ชอบดูมาก คนที่ตกรอบไปเนี่ย ถามว่าเค้าได้อะไรกลับไปมั้ย ได้เยอะมาก ได้ความรู้ การร้อง การเต้น การแสดง เราเรียกว่า กระบวนการ หรือ process ที่จะไปสู่ความฝัน มันจะให้อะไรเราหลายๆอย่าง ถ้าในเรื่องเรียน เราก็จะได้ความรู้ ได้รู้จักความอดทน ความมีวินัย สรุปก็คือ ให้มีความสุขกับกระบวนการที่เราทุ่มเท เพื่อไปสู่ความฝันด้วย อย่ามองแต่เรื่องว่าเราจะถึงฝันหรือเปล่าเท่านั้น ประมาณว่า ถ้าไม่ได้คณะที่เราอยากได้ เราก็ไปคิดซะว่า เราล้มเหลวใหญ่โต แต่ต้องมองว่า ระหว่างทางที่เราเตรียมตัวเพื่อสอบให้ได้คณะนั้นเนี่ย เราได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาขนาดไหน มันเยอะนะ

Q:  สรุปว่า มีใจรัก บวกกับ อึดๆ ขยันๆ ก็จะเรียนได้ดี ใช่มั้ยครับ

A:  ยังมีอีกค่ะ จำความเชื่อผิดๆ4 ข้อที่เราคุยกันครั้งที่แล้วได้มั้ยคะ

Q:  จำได้ครับ ผมนั่งอ่านอยู่หลายเที่ยว ชอบมาก

A:  แต่ไม่รู้ว่าน้องๆอ่านหรือเปล่า ถ้าอยากเก่งอังกฤษต้องแก้ที่ 4 จุดนั้นด้วย

Q: พี่บุ๋มพูดสั้นๆอีกทีได้มั้ยครับ

A: ได้ค่ะ ข้อแรก อย่าทำหรือเรียนข้อสอบเก่าเพียงเพื่อรู้คำตอบ แต่ต้องเรียนเพื่อดึงความรู้ออกมาจากข้อสอบเก่านั้น ข้อสอง อย่าอายที่จะถาม ถ้าไม่กล้าถามใคร ถามพี่มาได้เลย ข้อสาม พยายามเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นสูตร ให้เข้าใจหลักการ และข้อสุดท้าย ต้องเรียนแบบคนไม่รู้จักพอ เรียนไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเราคิดว่าเราพอแล้ว รอดแล้ว เก่งแล้ว ความรู้ที่มีอยู่จะค่อยๆหดหายไป จาก active knowledge จะกลายเป็น passive knowledge ไปเลย

Q:  ไอ้ knowledge อะไร 2 อันเนี่ย มันคืออะไรครับ

A:  active knowledge ก็คือ ความรู้ที่เรารู้ดี รู้แม่น นึกออกมาพูดได้เลย เขียนได้เลย ส่วน passive knowledge เป็นเรื่องที่เราเคยรู้ แต่พอโดนถาม จะนึกไม่ออกในทันที ถ้าบอกใบ้นิดนึง หรือมี choice มาให้เลือก ก็พอจะนึกออก เพราะฉะนั้น น้องๆต้องพยายามทำความรู้ให้เป็น active ให้มากๆ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ ต้องคอยท่องศัพท์ ทบทวน grammar ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ไม่งั้นก็ลืมหมด อย่างพี่ตอนนี้ก็จำสูตรcalculus ไม่ได้แล้ว

Q:  วันนี้พี่บุ๋มพูดเยอะมาก เราจะจบกันตรงนี้ดีมั้ยครับ

A:  ขอพูดอีกเรื่องเถอะค่ะ อยากพูดมานานแล้วเหมือนกัน น้องๆที่ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ หรือเรียนยังไง ทุ่มเทยังไงก็ไม่รุ่ง ไม่ต้องเสียใจ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่า ไม่ต้องตำหนิ พี่บุ๋มเชื่อแนวคิดของ Professor Howard Gardner ที่มหาวิทยาลัย Harvard  ค่ะ ทฤษฎีของ Professor Gardner มีชื่อว่า Multiple Intelligences เนื้อหาย่อๆก็คือ คนเราเนี่ยอาจจะมีความสามารถที่โดดเด่นในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเก่งภาษา บางคนเก่งเลข บางคนเก่งเรื่องการพบปะผู้คน บางคนเก่งกีฬา อย่างถ้าจับพี่มาโดดหนังยาง พี่ก็จะเหมือนคนปัญญาอ่อน เล่นหมากเก็บยังเล่นไม่เป็นเลยค่ะ ที่พี่บุ๋มพูดเรื่องนี้ เพราะอยากจะบอกว่า น้องๆต้องหาตัวเองให้เจอ ว่าเรามีความถนัดอะไร แล้วเดินไปตามทางนั้น แล้วน้องๆก็จะเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ ขอให้น้องๆทุกคนโชคดีค่ะ

Q:  ขอบคุณพี่บุ๋มมากครับ

A:  ยินดีค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

ขอขอบคุณน่ะคะที่ให้คำแนะนำที่มากๆเลยคะbig smile open-mounthed smile confused smile

#1 By Koy (182.232.143.46) on 2011-10-20 13:11