Categories

 

ทำไมเรียนอังกฤษแล้วจิตตก

เข้ามาดูมุมมองของพี่บุ๋ม ติวเตอร์หน้าใหม่ของวงการ

  

วันนี้พี่กล้าจะพาน้องๆไปพบกับ พี่บุ๋ม ดนิยา พงศ์อนุตรี ติวเตอร์หน้าใหม่ของวงการกวดวิชาภาษาอังกฤษครับ พี่บุ๋มมีเส้นทางการมาเป็นติวเตอร์ที่อาจจะเรียกได้ว่าแปลกกว่าคนอื่น คือ เป็นนักเรียนทุนคิงหรือทุนเล่าเรียนหลวง ปี 2545 ศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 8 ปี จนได้ดีกรี Juris Doctor ทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสอบผ่าน ได้เป็นทนายแห่งมลรัฐนิวยอร์กมาหมาดๆ วันนี้เราจะมาฟังพี่บุ๋มพูดถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจผันชีวิตตัวเองมาเป็นติวเตอร์กันครับ

 

Q:อยากให้พี่บุ๋มแนะนำตัวเองคร่าวๆครับ

A:พี่จบม. 6 จากสาธิต ปทุมวัน สอบได้ทุนคิงศิลป์ภาษาปี 45 ไปอยู่อเมริกา จบปริญญาตรี จิตวิทยา จาก YaleUniversity แล้วก็ไปจบ J.D. ที่ U.of Virginiaหลังจากนั้น ก็ไปสอบ New York State Barแล้วก็ไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ลอว์เฟิร์มแห่งนึง แต่ตอนนี้ลาออกแล้วค่ะ

 

Q: ทุนคิงนี่คือทุนกพ.ใช่มั้ยครับ

A: ทุนคิง เรียกเป็นทางการว่า ทุนเล่าเรียนหลวงค่ะ นักเรียนม. 6 มีสิทธิ์สอบ คนที่ได้ทุน จะสามารถเลือกไปเรียนสายวิชาอะไรก็ได้ ไม่บังคับ ที่ประเทศอะไรก็ได้ มีปีละ 9 ทุนค่ะ เป็นสายวิทย์ 5 ทุน ศิลป์คำนวณ 2 ทุน และศิลป์ภาษา 2 ทุนค่ะ ที่สำคัญ นักเรียนทุนคิงทุกรุ่นจะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ก่อนที่จะไปศึกษาต่อค่ะ

 

Q:แล้ว J.D. นี่มันอะไรครับ ( ตอนแรกนึกว่า เจได )

A:อ๋อ J.D. เป็นอะไรที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักค่ะ ในอเมริกา ไม่มีปริญญาตรีวิชากฎหมาย คนที่อยากเรียนกฎหมาย ต้องจบปริญญาตรีในสาขาอะไรก็ได้มาก่อน เสร็จแล้วก็สมัครสอบเข้าเรียนใน law school ใช้เวลา 3 ปี ก็จะได้ปริญญาที่เรียกว่า J.D. ซึ่งย่อมาจาก Juris Doctor คือ สำหรับคนอเมริกันแล้ว ถ้าต้องการทำงานกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ที่ปรึกษากฎหมาย ก็จะเรียนปริญญาใบนี้แหละ แม้กระทั่งนักการเมือง อย่างบิล คลินตัน ฮิลลารี คลินตัน หรือบารัค โอบามา ก็จบปริญญานี้เหมือนกันค่ะ

 

Q:แล้ว New YorkState Bar ล่ะครับ

A:แต่ละรัฐก็มี Bar ของตัวเอง คนที่จบกฎหมายมาจะต้องสอบเพื่อให้ผ่านเข้าไปเป็นสมาชิกของ Bar ในรัฐที่ตัวเองอยากจะไปทำงานก่อน ถึงจะประกอบวิชาชีพได้ค่ะ

 

Q:แล้วไปทำสำนักงานกฎหมายแล้วไม่ชอบหรือไงครับ

A:อันนี้เปล่าเลยค่ะ งานกฎหมายนี่ก็เป็นงานที่สนุก ท้าทาย รายได้ดีมาก จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ คณะนิติก็เป็นคณะยอดฮิตของน้องๆไปแล้ว

 

Q:แล้วทำไมพี่บุ๋มถึงทิ้งสิ่งที่เรียนมาล่ะครับ

A: ตอนนั้นก็คิดหนักอยู่ ระหว่างงานกฎหมายกับงานสอน ก็ถามตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขกว่า

 

Q: แล้วพี่บุ๋มรู้ได้ยังไงว่า ตัวเองมีความสุขกับการสอนครับ เคยสอนแล้วหรือครับ

A: ตอนอยู่ที่ Yale ก็เคยไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็กเล็กๆอ่านหนังสือ ปิดเทอมกลับมาเมืองไทย ก็จะมีคนรู้จักมาให้ติวอยู่บ้างค่ะ

 

Q: จำได้ว่าพี่บุ๋มมีพูดเกริ่นว่า น้องๆหลายคนเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องอยู่บางอย่าง ตอนนี้จะบอกผมได้รึยังครับ เห็นตอนนั้นบอกว่าต้องคุยกันยาว

A: ได้ค่ะ เป็นเรื่องที่อยากจะพูดมานานแล้ว ประเด็นแรกและประเด็นที่สำคัญที่สุด น้องๆหลายคนชอบทำข้อสอบเก่าเพื่อหาและจำคำตอบ

 

Q: อย่างนี้แปลว่า การเรียนจากข้อสอบเก่านี่ไม่มีประโยชน์เลยใช่มั้ยครับ

A: ไม่ใช่ๆ ที่ผิดมากเลยก็คือ เรียนข้อสอบเก่าเพียงเพื่อรู้และจำคำตอบ แล้วก็หวังว่า ข้อสอบครั้งหน้าจะออกซ้ำ ซึ่งจริงๆแล้ว  แทบจะไม่มีข้อสอบข้อไหนออกซ้ำเลย แต่การเอาข้อสอบเก่ามาเรียนเนี่ย  มีประโยชน์มาก ประโยชน์ตรงไหน ก็คือเราจะได้รู้แนวว่าเค้าออกอะไรบ้าง เช่น มีกี่ part partละกี่ข้อ แล้วเราจะได้รู้ระดับความยากง่าย แต่การเรียนรู้ข้อสอบเก่า ต้องใช้ข้อสอบเก่านั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และต้องเรียนรู้จากมันจริงๆ ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจทุกๆคำ ทุกๆโครงสร้างของประโยค ทุก paragraph ทุกคำถาม ทุกคำตอบ ทุกตัวเลือกของคำตอบ อันไหนไม่เข้าใจ ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ได้ ต้องทำอย่างนี้ได้ ถึงจะเรียกว่าได้ประโยชน์จากการเรียนข้อสอบเก่า

 

Q: อืม ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วข้อที่สองล่ะครับ

A: เรื่องที่สองคือเด็กไทยไม่กล้าถาม ส่วนใหญ่ก็อายครู อายเพื่อน บรรยากาศในโรงเรียนไทยก็ไม่เอื้อ ซึ่งการไม่ถาม ทำให้เราไม่ gain ความรู้ ถ้าเวลาพี่บุ๋มสอนใคร พี่บุ๋มจะมีกฎเหล็กข้อนึงที่จะต้องบอกทุกคนก่อนเลยว่า เรียนกับพี่เนี่ย จำไว้เลยว่า There are no stupid questions. ไม่ต้องกลัวว่าถามแล้วจะโชว์โง่ เพราะว่าการถามเป็นการบอกให้ผู้สอนรู้ว่าเรายังไม่เข้าใจ ซึ่งเราในฐานะคนสอน ก็มีหน้าที่ต้องทำให้เด็กเข้าใจให้ได้ ถ้าอธิบายไม่เข้าใจวันนี้ คนสอนก็ต้องไปทำการบ้านมา หาวิธีมาอธิบายใหม่ น้องๆทุกคนจำไว้เลยนะคะ ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าอายที่จะถาม

 

Q: โอ้ ถ้าอย่างนี้ผมก็กล้าถามต่อแล้วครับ ผมจะถามว่า ข้อที่สามคืออะไร

A: แหม มีมุก มีมุก อันที่สามก็คือ น้องๆหลายคนคิดว่า ภาษาอังกฤษเป็นวิชาท่องจำ เก่งอังกฤษดูไม่เมพเท่ากับเก่งเลข เก่งฟิสิกส์

 

Q: แล้วจริงๆภาษาอังกฤษไม่ใช่ต้องจำหรือครับ

A: ต้องจำค่ะ แต่พี่กล้าต้องจำสูตรเลขมั้ยล่ะคะ เริ่มต้นสูตรคูณก็ต้องท่องกันแล้ว สองหนึ่งสอง สองสองสี่ ความจริงก็คือ ทุกวิชาในโลกนี้ มีสองส่วน คือส่วนที่ต้องท่องจำกับส่วนที่ต้องเข้าใจ คำศัพท์อาจจะต้องใช้ความจำมากหน่อย แต่ถ้าเข้าใจรากศัพท์ ใช้บ่อยๆ มันก็จำได้ง่ายขึ้น แต่ grammar เป็นอะไรที่จริงๆแล้วมันมีกฎเกณฑ์ที่คล้ายเลขเลย ถ้าคุณเข้าใจกฎเกณฑ์ตรงนี้ปุ๊บ คุณก็สามารถที่จะตีโจทย์แตกได้ทุกข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น

 

Q: ถึงขนาดนั้นเลยหรือครับ ไหนลองยกตัวอย่างให้ผมฟังหน่อยสิครับว่า มันเหมือนกับสูตรเลขยังไง

A: อืมมม ... เอาตัวอย่างไหนดีล่ะ พี่กล้าลองยกตัวอย่างประโยคที่พี่กล้าอยากพูดมาประโยคนึงแล้วกัน

 

Q: เอ่อ เอาประโยคนี้แล้วกันครับ ดอกไม้นี่สวยจังเลย

A: พี่กล้าเคยได้ยิน so กับ such ใช่มั้ยคะ

 

Q: พี่บุ๋มพูดต่อเลยดีกว่าครับ ( ไม่ตอบดีกว่า ถ้าตอบผิดนี่ยิ่งเสียหน้า หุ หุ )

A: ประโยคนี้เราจะพูดว่า This flower is so beautiful. หรือ This is such a beautiful flower. ก็ได้ค่ะ ซึ่งถ้าเราเรียนเพียงเพื่อแปลประโยคนี้ให้ได้ พออีกหน่อย คำศัพท์เปลี่ยน เราก็อาจจะงง หรือถ้าจะให้พูด ก็คิดไม่ออกว่าจะพูดยังไงดี แต่ถ้าเรามองมันให้เป็นสูตร พอเจอประโยคที่มีรูปแบบคล้ายๆกัน เราก็เอาสูตรเข้ามาจับได้เลยค่ะ สูตรแรก N/Pron. + V to be + so + Adj.  สูตรที่สอง N/Pron. + V to be + such + (a/an) + Adj. + N.  ถ้าเป็นคำนามพหูพจน์หรือคำนามนับไม่ได้ เราก็ไม่ต้องมี a/an นะคะ พอเรารู้สูตรเหล่านี้ ต่อไปอยากจะพูดว่า ครูคนนี้ดุจัง หรือ ข้อสอบข้อนี้ยากจัง เราก็หาคำศัพท์มาใส่เข้าไปในสูตรได้ แล้วแต่ว่าเราอยากใช้สูตรไหน เช่น This teacher is so mean.  หรือ This is such a tough question. ค่ะ ฉะนั้น ถ้าจะพูดว่า สิ่งนี้ยังไงจัง สิ่งนั้นยังไงจัง เราก็จะใช้สูตรนี้เข้าไปจับ

 

Q: โอ้โห ชักอยากฟังอันที่สี่แล้วสิครับ

A: อันสุดท้าย ก็คือ ความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่ไร้พรมแดน ไม่มีขอบเขต จะเห็นได้ว่า ข้อสอบมักจะออกในสิ่งที่ ไม่ได้อยู่ในหนังสือเรียนหรือข้อสอบเก่าเด๊ะๆ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของน้องๆหลายคนก็คือ ไม่เตรียมเลย คิดว่าจะไปลุยเอาในห้องสอบ ซึ่งสุดท้ายก็มักจะลุยแล้วเละ แต่จริงๆแล้วปัญหานี้แก้ได้ค่ะ ในเมื่อข้อสอบเอาอะไรจากที่ไหนมาออกก็ไม่รู้ เราก็ต้องเรียนมันจากทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งไม่ได้รวมแค่ป้ายโฆษณา ฉลากสินค้า เพลง หนัง เอาเป็นว่า ถ้ามีคนเอาหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมาพับเป็นถุงกล้วยแขก เราก็สามารถเรียนจากถุงกล้วยแขกได้ค่ะ สรุปก็คือ ภาษาอังกฤษต้องเรียนจากทุกอย่างที่ขวางหน้า ต้องไม่รู้จักพอ เหมือนคนงก เพราะถ้าคุณรู้มาก รู้เกิน คุณก็ทำข้อสอบได้

Q: แบบนี้ผมต้องรีบไปซื้อกล้วยแขกมากินแล้วครับ เพื่อจะได้เก่งภาษาอังกฤษบ้าง หุ หุ

Q: ขอคำถามสุดท้ายสำหรับวันนี้นะครับ พี่บุ๋มคิดว่า การจบกฎหมายมา จะช่วยหรือจะฉุดการเป็นติวเตอร์ของพี่บุ๋มครับ

A: (หัวเราะ) อาจจะมีฉุดบ้าง เพราะคนอาจจะมองว่า พี่บุ๋มจบกฎหมายมาแบบนี้ ต้องขรึม สอนน่าเบื่อแน่ๆเลย อันนี้ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการมาดูตัวเป็นๆกันค่ะ แต่ในความคิดของตัวเอง คิดว่ามันช่วยค่อนข้างมาก เพราะการเรียนกฎหมายเป็นวิชาที่ต้องใช้ภาษาอย่างมาก แล้วการเป็นนักกฎหมายต้องเป็นคนละเอียด ผิดพลาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น คิดว่านิสัยตรงนี้เนี่ยก็ทำให้ตัวเองจุกจิกจู้จี้กับการสอนค่ะ


     พี่บุ๋มยังมีคำแนะนำดีๆเช่น เทคนิคการเรียนและการทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ว่าพี่บุ๋มทำอย่างไรถึงได้เก่งภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอักฤษ   มาฝากน้องๆทุกคน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อน้องทุกคน ไว้ติดตามกันต่อสัปดาห์หน้า ห้ามพลาดนะครับ

Comment

Comment:

Tweet